สมัยเด็กๆ รี่มีความรู้สึกแปลกๆ อยู่อย่างนึง คือชอบรู้สึกว่าสถานการณ์ธรรมดาทั่วไปในชีวิตมันดู ‘โรแมนติก’ ไปหมด แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้คนอื่นเข้าใจ
เช่น…
ตอนฝนตก รี่นั่งดูฝนเม็ดใหญ่ๆ ตกลงมากระทบพื้นดังปั้กๆ ๆ ๆ แล้วแม่นั่งรีดผ้าอยู่ข้างๆ แล้วรู้สึกว่ามันโรแมนติกดีนะ
หรือตอนเย็นๆ ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตก หน้าบ้านรี่ตอนนั้นเป็นทุ่งหญ้าอยู่ฝั่งทิศตะวันตก รี่จะชอบไปนั่งมองทุ่งหญ้าตอนฟ้าเป็นสีส้ม มันดูเหงาๆ นิดๆ แต่รู้สึกว่าโรแมนติกมาก
หรือตอนนั่งรถตอนกลางคืน แช่แอร์เย็นๆ มองออกไปนอกกระจกเห็นความมืด แต่สงบ และไฟถนนที่สว่างเป็นระยะๆ แล้วรู้สึกว่ามันโรแมนติกจังเลย
หรือเวลาไปสนามบิน เห็นคนมายืนรอรับญาติ หรือมาส่งเพื่อน หรือบางคนกำลังจะเดินทางไกล ได้ยินเสียงคนคุยกันเบาๆ รี่ก็รู้สึกว่าบรรยากาศในสนามบินมันโรแมนติกสุดๆ
แต่คำว่า ‘โรแมนติก’ นี้ เป็นความรู้สึกแบบที่ไม่ได้ชวนให้คิดถึงแฟน คนรัก หรือการเดทอะไรแบบนั้นเลย
รี่ก็เลยแอบสับสนนิดๆ ว่าตัวเองใช้คำว่า ‘โรแมนติก’ ถูกหรือเปล่า เพราะรี่เคยเห็นแต่คนที่ใช้คำว่า ‘โรแมนติก’ กับสถานการณ์หรือสถานที่ที่คนไปเดทกับแฟน ไปฮันนีมูนกับสามี หรือไปดินเนอร์สองต่อสองกับคนรัก แต่ไม่เคยเห็นคนใช้คำว่า ‘โรแมนติก’ กับภาพที่แม่รีดผ้าหรือคนต่อแถวเช็คอินในสนามบินเลย
เพิ่งมารู้จักคำว่า ‘Romanticize your life’
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ รี่ไปเห็นคำว่า ‘Romanticize your life’ กำลังฮิตในโซเชียล
ตอนแรกรี่คิดว่ามันคือพวกเทรนด์ถ่ายรูปโชว์ไลฟ์สไตล์สวยๆ ในเน็ต แนวๆ Aesthetic แบบต้องชงกาแฟใส่แก้วเก๋ๆ จุดเทียนหอม แต่งห้องคลีนๆ หรือซื้อดอกไม้มาวางบนโต๊ะ จัดแสงให้ดี แล้วถ่ายออกมาให้ดูเพอร์เฟคต์ชวนฝัน อะไรแบบนั้น
แต่พอไปหาข้อมูลเพิ่ม ถึงได้รู้ว่าแก่นของมันไม่ใช่แค่ภาพภายนอกเหล่านั้น
เพราะการ Romanticize ชีวิต จริงๆ แล้วมันคือเรื่องของ Attention หรือการเอาสติและความสนใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Savoring คือการหยุดและซึมซับกับช่วงเวลาตรงหน้าจริงๆ แทนที่เราจะใช้ชีวิตแบบรีบๆ เพื่อรอให้ถึง ‘ชีวิตที่ดี’ ในอนาคต (เช่น รอให้รวยก่อน รอให้มีแฟนก่อน ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขหรือดื่มด่ำกับสิ่งรอบข้างได้) มันคือการหันกลับมาสังเกตว่า จริงๆ เราสามารถรู้สึกดีหรือรู้สึกพิเศษกับเรื่องธรรมดาๆ ในวันนี้หรือตอนนี้ได้เลย โดยไม่ต้องรออะไร
รี่ว่าตรงนี้มีความต่างเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ คือการ Romanticize ชีวิต ไม่ได้แปลว่าเราต้องพยายาม ‘สร้าง’ ความโรแมนติกขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา แต่มันคือการกลับมามองเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตมากกว่า
อย่างตอนเด็กๆ รี่ไม่ได้ต้องซื้ออะไร ไม่ได้ต้องจัดห้อง ไม่ได้ต้องเปิดเพลงหรือจุดเทียนเพื่อทำให้ตอนฝนตกมันโรแมนติกเลย ฝนก็ตกของมันอยู่แบบนั้น แม่ก็นั่งรีดผ้าอยู่แบบนั้น แต่รี่แค่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้วรู้สึกกับมัน
พอโตขึ้นเรากลับคิดว่าถ้าอยากมีช่วงเวลาพิเศษ เราต้องออกไปเที่ยว ต้องไปโรงแรมสวยๆ ต้องกินอาหารในร้านที่บรรยากาศดีๆ หรือต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้นก่อน ทั้งที่บางทีสิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ความโรแมนติกของชีวิต แต่เป็น ‘ความสนใจของเรา’ ที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แล้วตกลง ตอนเด็กๆ รี่ใช้คำว่า ‘โรแมนติก’ ผิดหรือเปล่า?
คำตอบคือ ไม่ผิดค่ะ
เพราะถ้าดูรากศัพท์จริงๆ คำว่า Romantic ไม่ได้เริ่มมาจากเรื่องความรักของคู่รักตั้งแต่แรก แต่มันมาจากยุค Romanticism (ช่วงศตวรรษที่ 18-19) ที่เน้นเรื่องอารมณ์ จินตนาการ และการสัมผัสความรู้สึกจากการมีชีวิตอยู่
เวลาเราบอกว่าบรรยากาศตรงนี้มันโรแมนติก มันไม่ได้แปลว่าต้องมีคู่รักอยู่ตรงนั้น แต่มันหมายถึงสถานการณ์นั้นมันกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เช่น
- ทุ่งหญ้าสีส้มตอนเย็นที่รู้สึกเหงาๆ แต่โรแมนติก: มันตรงกับคำว่า Wistful คือความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความสวยกับความเหงา เรารู้ว่าอีกแป๊บเดียวแสงนี้ก็จะหมดไปแล้ว ความเหงากับความโรแมนติกมันเลยมักจะมาคู่กันแบบนี้
- บรรยากาศในสนามบิน: เราไม่ได้อินกับความรักของใคร แต่เรากำลังอินกับ ‘บรรยากาศของการเป็นมนุษย์’ ที่มีทั้งการพบกัน การจากลา ความคิดถึง และการเคลื่อนไหว รวมกันอยู่ในที่เดียว
แต่ก็ไม่รู้ว่าพอโตมาแล้ว ความรู้สึกที่สถานการณ์รอบๆ ตัวเคยโรแมนติกตลอดเวลา มันหายไปไหนหมด
จริงๆ อาจไม่ได้แปลว่าความโรแมนติกมันหายไปจากโลกก็ได้นะ
ฝนก็ยังตกเหมือนเดิม พระอาทิตย์ก็ยังตกเหมือนเดิม ไฟข้างถนนตอนกลางคืนก็ยังเปิดเหมือนเดิม สนามบินก็ยังมีคนเดินทาง มีคนไปรับ มีคนไปส่ง มีคนจากกันและกลับมาเจอกันเหมือนเดิม
ที่เปลี่ยนอาจเป็นตัวเราเองมากกว่า
ตอนเด็กๆ เราเห็นอะไร เราก็เห็นมันจริงๆ เห็นฝนก็คือเห็นฝน เห็นท้องฟ้าก็นั่งมองท้องฟ้า ไม่ได้มีความคิดอีกร้อยแปดอย่างวิ่งตามมาด้วย เช่น พรุ่งนี้ต้องทำอะไร งานที่ยังไม่เสร็จมีอะไรบ้าง เงินจะพอใช้มั้ย กลับถึงบ้านแล้วต้องทำอะไรต่อ
แต่พอโตขึ้น เราเก่งขึ้นในเรื่องการใช้ชีวิต แต่บางทีก็เก่งจนใช้ชีวิตแบบไม่รู้ตัว
ขึ้นรถก็จับมือถือ กินข้าวก็เปิดอะไรดู ฝนตกก็หงุดหงิดรีบวิ่งเข้าที่ร่ม พระอาทิตย์ตกก็ไม่ได้เงยหน้ามอง เพราะกำลังตอบแชทอยู่
ทั้งที่ฉากเดิมๆ ที่เราเคยรู้สึกว่าโรแมนติกตอนเด็ก มันก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม
พอคิดแบบนี้ รี่เลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วรี่ไม่ได้เพิ่งมาเรียนรู้วิธี Romanticize ชีวิตตอนเห็นคำนี้ในโซเชียล
รี่เคยทำมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร
เด็กคนนั้นไม่ได้มีเงินไปคาเฟ่ ไม่ได้มีห้องสวยๆ ไม่ได้มีชีวิตที่ผ่านการจัดฉากอะไรทั้งนั้น แต่กลับสามารถนั่งดูเม็ดฝน มองแม่รีดผ้า มองทุ่งหญ้าตอนพระอาทิตย์ตก หรือนั่งมองไฟข้างทางจากในรถ แล้วรู้สึกว่า ‘โรแมนติกจัง’
บางทีสิ่งที่เราต้องทำตอนโต อาจไม่ใช่การพยายามสร้างชีวิตแบบใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการเอาความสามารถบางอย่างที่เราเคยมีตอนเด็กกลับคืนมาก็ได้
นั่นคือความสามารถในการนั่งเฉยๆ แล้วรู้สึกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่ามันมีประโยชน์อะไร
สุดท้ายแล้ว การ Romanticize your life มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องพยายามทำชีวิตให้เหมือนในหนัง และไม่ได้แปลว่าชีวิตจริงต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา บางวันงานหนัก รถติด อารมณ์บูด เราก็ไม่ต้องไปฝืนโรแมนติกกับมันก็ได้ (เอ๊ะ… หรือจะได้?)
แต่มันคือการที่เราไม่มองข้ามสิ่งธรรมดารอบตัว เช่น
– แค่การนั่งกินข้าวเงียบๆ (ซึ่งคนเดี๋ยวนี้ทำไม่ค่อยได้ เพราะมือมันจะต้องหยิบมือถือขึ้นมาไถหรือดูละครสั้นละครยาวไปด้วย กินข้าวไปด้วย จนกินข้าวไม่รู้เรื่อง)
– นั่งฟังเสียงฝน (โดยไม่หงุดหงิดว่าจะตกทำไมตอนนี้ แล้วนึกในใจว่า ไอ้พวกคนที่บอกว่าชอบบรรยากาศตอนฝนตก พวกแกไม่ได้มาลำบากเหมือนฉันตอนนี้ก็พูดได้สิ!)
– หรือมองไฟข้างทางตอนนั่งรถกลับบ้าน แล้วรู้สึกกับช่วงเวลานั้นจริงๆ (โดยไม่ต้องกังวลว่ากลับดึกขนาดนี้แล้วจะได้นอนกี่โมง ผมก็ต้องสระ สระเสร็จก็ต้องเป่าอีก จานก็ยังไม่ได้ล้าง โอ๊ยยย ชีวิต!)
ดูสิ… ความเป็นผู้ใหญ่มันพรากความโรแมนติกในชีวิตเราไปหมดแล้ว 😂